Taisho Sanshoku

ไทโชซันโชกุ

คิดอยู่นานครับ กว่าจะตัดสินใจได้ว่าปลาคาร์พสายพันธุ์ที่สอง ที่จะนำมาเสนอ น่าจะเป็นสายพันธุ์อะไรดี ระหว่าง “ไทโชซันโชกุ” กับ “โชวาซันโชกุ”  มีตัวเลือกอย่างนี้เลือกยากซะด้วยสิ เพราะชอบทั้งคู่

เลือกเอา ไทโชซันโชกุ ดีกว่า ซึ่งไทโชซันโชกุ น่าจะมีมุมมองความคล้ายคลึง กับโคฮากุมากกว่า และหลายสิ่งหลายอย่างที่เกี่ยวกับโคฮากุ มันนำมาเป็นบรรทัดฐานใช้ได้กับ ไทโชซันโชกุ ได้อย่างดีทีเดียว ขอบอก..มีนิทานปรำปราของญี่ปุ่น ได้เล่าขานถึงที่มาของเจ้าคาร์ฟนี้ว่า อันแท้ที่จริงแล้วไทโชซันโชกุ นั้นก็คือโคฮากุ ที่ถูกพระเจ้าสาปให้มีสีกระดำกระด่าง

ถึงจะถูกพระเจ้าสาบให้มีจุดสีดำด่าง ตามนิทานเรื่องเล่าปรำปราแหม่งๆ นั่นจริง แต่สำหรับคอปลาคาร์ฟแล้ว มันเป็นอะไรที่สวยมาก ขอบคุณพระเจ้าที่ประทานปลาสวยงามมาให้พวกเราได้ชื่นชม

– มาทำความรู้จักกับชื่อของปลาคาร์ฟสายพันธุ์นี้กันหน่อยดีกว่า ว่ามันมีความหมายว่าอะไร?

เกือบทั้งหมดทั้งสิ้นของชื่อเรียกสายพันธุ์ปลาคาร์ฟ มักจะบ่งบอกถึงลักษณะของปลานั้นๆ ถ้าใครรู้ภาษาญี่ปุ่น เพียงแต่ได้ยินชื่อเรียก น่าจะจินตนาการออกแล้วว่า   ปลาที่เอ่ยชื่อมานั้นจะมีลักษณะลวดลายเช่นไร ญึ่ปุ่นเจ้าตำหรับเค้าก็ตั้งชื่อ เรียกชื่อมันตามที่เห็นนั่นแหละยกตัวอย่างโคฮากุ แปลตรงตัวว่าปลาขาวแดง ตามสีสันที่ปรากฏให้เห็นที่ลำตัว นักเลี้ยงปลาหน้าใหม่บ้านเรากับครั้งแรกที่เห็น ยังเรียกแบบง่ายๆ ฟังแล้วเข้าใจชัดแจ้งไม่ต้องตีความให้เยิ่นเย้อเลยว่า “ไอ้ขาวแดง”

ส่วน “ไทโชซันโชกุ” เมื่อแยกแยะคำออกมาเป็นสองส่วนแล้ว ก็จะได้ความหมายดังนี้ คำว่า “ไทโช” เป็นชื่อยุคการปกครองยุคหนึ่งของญี่ปุ่น เหมือนสยามประเทศของเรา มีการปกครองยุคสุโขทัย  ยุคกรุงศรีฯ อะไรทำนองเนี้ย ส่วน “ซันโชกุ” นั้นหมายความว่า สามสี รวมความแล้ว “ไทโช+ซันโชกุ”  ก็คือปลาคาร์ฟสามสี ที่ตั้งชื่อให้เป็นเกียรติแก่ยุค “ไทโช” เพราะว่าโดยแท้ที่จริงแล้ว  “ไทโชซันโชกุ” ที่มีสีสัน 3 สี   อันประกอบไปด้วยสีขาว ดำ แดง ได้ถูกพัฒนาสายพันธุ์จากเดิมที่ดูธรรมดามากๆ จนกลายเป็นปลาคาร์พยอดนิยม เคียงคู่ สูสี เบียดเสียดชนิดหายใจรดต้นคอ กับโคฮากุ  ในยุค “ไทโช” นี่แหละtaisho_sanshoku_01– ข้อสำคัญควรรู้ บ้านเราไม่นิยมเรียกปลาคาร์ฟสายพันธุ์นี้ว่า”ไทโชซันโชกุ” นะครับ มันยาวพูดติดๆ ขัดๆ ไม่ถูกลิ้นคนไทย ก็เลยเรียกมันซะสั้นๆ ว่า “ซันเก้” ซึ่งสันนิษฐานว่า น่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า “ซังเขะ” ซึ่งเป็นอีกชื่อเรียกหนึ่งของ “ไทโชซันโชกุ” มีความหมายว่าสามสีเหมือนกัน ครั้นจะเรียก “ซังเขะ” ตามสำเนียงญี่ปุ่นรึ  ก็ยังขัดๆ เขินๆ ปากอยู่ เรียก “ซันเก้” นี่แหละแน่นอน สะดวกปากที่สุดและต่อจากนี้ไป  ก็จะขอเรียก “ไทโชซันโชกุ” หรือ “ซังเขะ” นี้ว่า “ซันเก้” ไปตลอดงานเขียนครับ และก็อยากเชิญชวนนักเลี้ยงหน้าใหม่  เรียกเจ้าปลาคาร์ฟสายพันธุ์นี้ว่า “ซันเก้” ด้วย เพราะว่ามันจะสะดวกเวลาที่คุณเข้าไปซื้อปลาตามฟาร์มในบ้านเรา เผลอไปเรียกชื่อ”ไทโชซันโชกุ” เต็มยศ พนักงานในฟาร์มเค้าจะไม่ทราบ

– แล้วไอ้ปลาสามสี ขาว ดำ แดง ที่มีชื่อเรียกว่า ซันเก้ นี่มันมีรูปแบบพื้นฐานยังไงกันนะ?

สมมุติว่าคุณเป็นคนนึงที่ยังไม่ได้เลี้ยงปลาคาร์ฟ หรือยังอยู่ในช่วง เก็บเกี่ยวข้อมูล   และบังเอิญได้มาติดตามการงานเขียนนี้ คุณก็คงจะรู้จักเพียงแค่ โคฮากุ “ราชันย์ขาวแดง” ที่แนะนำไปก่อนหน้านี้ หน้าตาของเจ้า ซันเก้ เป็นยังไง คงยังนึกไม่ออก  เอาแบบง่ายๆ เลย  จับเจ้าโคฮากุมาตัวนึง แล้วก็เอาภู่กันจุ่มหมึกดำ จุ่มแล้วก็สลัด ชิ้วๆ ลงบนตัวโคฮากุ นั่นแหละราชันย์ขาวแดง “โคฮากุ”  ก็จะกลายเป็นเจ้าเทพบุตรจุดดำ “ซันเก้” ไปในบันดล คงพอนึกภาพออกแล้วใช่ไหมครับว่าโคฮากุ เมื่อถูกหมึกดำสลัดใส่ จนกลายเป็นซันเก้จะมีหน้าตายังไง ถ้านึกไม่ออกก็ดูรูปเลยดีกว่า  รูปประกอบทั้งหมดเป็น ซันเก้ ทั้งนั้น สรุปแล้วรูปแบบพื้นฐานของซันเก้ ก็คือโคฮากุที่มีจุดหรือแต้มสีดำเป็นองค์ประกอบขึ้นมาอีกหนึ่งสี จุดสีดำของซันเก้ มีชื่อเรียกสั้นๆ จำง่าย สองพยางค์ ว่า “ซูมิ” พูดอีกนัยหนึ่งมันก็คือปลาคาร์ฟ ที่ประกอบไปด้วย ” ชิโรจิ” คือพื้นสีขาว “ฮิ” คือลวดลายสีแดง “ซูมิ” คือจุดหรือแต้มสีดำtaisho_sanshoku_05– ศึกษาประวัติความเป็นมาของมันสักนิด โดยแท้ที่จริงปลาคาร์ฟสายพันธุ์นี้มีมานานแล้ว ก่อนยุคไทโชด้วยซ้ำ ถ้าดูเอาจากชื่อเต็มยศของมัน ที่มีคำว่า “ไทโช” นำหน้าร้อยทั้งร้อยก็ต้องเข้าใจเหมือนกันหมดว่า ต้องเป็นปลาคาร์พที่ถือกำเนิดเกิด ในยุคไทโช ( ค.ศ.1912-1926 ) แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่อย่างที่คิดครับ ในบันทึกเกี่ยวกับปลาคาร์ฟได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า ปลาสามสีได้ถูกค้นพบมานานแล้วก่อนยุคไทโชอย่างแน่นอน เพราะว่าในยุคเมจิ ( ค.ศ.1868-1912 ) ได้มีการกล่าวขานถึงปลาคาร์ฟที่มีจุดสีดำที่ลำตัวกันบ้างแล้ว ปลาสามสีในยุคเมจิถูกพบแถบๆเมือง ฟูกูโระ ใกล้กับเมืองนิกาตะ ซึ่งเป็นเมืองสำคัญของการกำเนิดปลาคาร์ฟในยุคก่อน

นอกจากนั้นยังมีบางบันทึก ได้กล่าวลึกลงไปอีกว่า การกำเนิดของปลาสามสีมีมาเนิ่นเนิ่นนาน ใกล้เคียงกับการกำเนิดของโคฮากุ ในยุคปี 1800 ปลาสามสีในยุคนั้นเกิดจากการผ่าเหล่า ( Mutant ) เองโดยธรรมชาติเช่นเดียวกันกับโคฮากุ เพียงแต่ว่ารูปแบบของปลาสามสีที่ถือกำเนิดจากการผ่าเหล่าโดยธรรมชาติ ปราศจากการแต่งแต้มของมนุษย์นั้น เป็นอะไรที่ไม่ค่อยดี สะเปะสะปะดูไม่ได้ ไม่เข้าตากรรมการ  ด้วยที่รูปแบบของซันเก้ในยุคแรกกำเนิด มันไม่งดงามเหมือนอย่างในยุคปัจจุบัน ที่เราเห็นกันทุกวันนี้ นักเลี้ยงปลาคาร์ฟในยุคนั้นจึงไม่มีใครให้ความสนใจกับมันนัก

– การกำเนิดแท้จริงของ ซันเก้ ยุคใหม่ ถือกำเนิดขึ้นในยุค ” ไทโช” มาว่ากันที่ปี ค.ศ.1914 ซึ่งอยู่ในยุคไทโช ที่จังหวัดนิกาตะ ตำบลอูราการะ หมู่บ้าน มุยไกชิ และขอเอ่ยนาม นายเฮอิทาโร่  ซาโตะ เขาผู้นี้เป็นนักเพาะปลากระเดื่องนามคนหนึ่งในนิกาตะ ปลาที่ นายเฮอิทาโร่ เพาะก็คือโคฮากุ ปลาคาร์ฟสายพันธุ์ดังในยุคนั้น ครั้งหนึ่ง นายเฮอิทาโร่ได้ทำการเพาะพันธุ์ โดยใช้แม่พันธุ์โคฮากุ 1 ตัว กับพ่อพันธุ์โคฮากุ 2 ตัวสูตรนี้นักเพาะปลาคาร์ฟ เรียกว่าสูตร 2 รุม 1 ฟังดูก็ปกติไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่เรื่องของเรื่องก็คือว่า หนึ่งในพ่อพันธุ์โคฮากุนั้นเป็นปลาที่มีจุดสีดำ สองจุดที่ตำแหน่งใกล้ชายโครงกับใกล้ครีบอก และผลของการตะลุมบอนแบบ 2 รุม 1 โดยมีโคฮากุที่มีจุดสีดำ ตัวดังกล่าว ร่วมสังฆกรรมด้วยนั้น ผลที่ออกมาก็คือ สาวเจ้าท้องป่องและได้ให้กำเนิดลูกน้อยออกมาฝูงใหญ่taisho_sanshoku_07เรื่องของเรื่องไม่จบเพียงแค่นั้น เพราะปรากฏว่าลูกปลาในชุดนั้น มีอยู่จำนวนหนึ่งที่มีจุดสีดำขึ้นที่ลำตัวถอดแบบเอามาจากพ่อบังเกิดเกล้าเป๊ะเลย แต่ชั่วโมงนั้น นายเฮอิทาโร่ ไม่ได้ให้ความสนใจอะไรเลย นึกฉุนเฉียวซะอีกที่ลูกปลาดันมีสีดำติดมาด้วย  มองดูแล้วสกปรกพิกล เคราะห์กรรมกระหน่ำถาโถมเจ้าลูกปลาจุดดำนี้อีกระลอก   คราวนี้ละรอกใหญ่ซะด้วย เพื่อนของนายเฮอิทาโร่ ที่เป็นนักเพาะปลาด้วยกันมาพบเข้าดันปากบอน พี่แกเล่นให้คำแนะนำว่า อย่านำเอาปลาเหล่านี้ไปขายรวมกับโคฮากุเชียวนา จะทำให้ขายโคฮากุไม่ออก ดีไม่ดีจะพลอยทำให้ชื่อเสียงไม่ดีไปด้วย   และหยอดท้ายด้วยมุขเด็ด อย่ากระเลยเอาปลาจุดดำพวกนี้ ไปต้มรับประทาน ซึ่งช่างเป็นคำแนะนำที่ประเสริฐจริงๆ นายเฮอิทาโร่ ก็บ้าจี้ตามซะด้วย เอาไปต้มซีอิ๊วเหลือไว้ให้ดูต่างหน้าเพียง 3 ตัว

– จากลูกปลาที่เหลือเพียง 3 ตัว ต่อมาได้ให้กำเนิด ซันเก้ ยุคใหม่ตามมาอีกมากมาย มาว่าถึงลูกปลาที่เล็ดรอดชีวิตอยู่ 3 ตัวนั่นต่อ ลูกปลาสามตัวที่เหลือนี่ไม่ใช่นายเฮแก เกิดใจบุญขึ้นกระทันหันนะ จริงแล้ว นายเฮ ตั้งใจจะต้มให้หมดนั่นแหละ   แต่ชะรอยชะตาเจ้า 3 ตัวนี้ยังไม่ถึงฆาต ลูกชาย นายเฮได้มาเจอ และมองเห็นแววความงามของพวกมันเข้าซะก่อน จึงนำไปใส่กระชังเลี้ยงไว้ นายชูโซ คาวากามิ แห่งฟาร์มโทราโซ ได้มาพบเข้า และขอซื้อต่อเอาไปเลี้ยงเป็นพ่อแม่พันธุ์ ซื้อเจ้า 3 สี 3 ตัวนี้ไปในราคา 3 เซน หลังจากขายเจ้าสามตัวนั่นไปแล้ว นายเฮของเราเริ่มคิดได้ ว่าน่าจะพัฒนาสายพันธุ์ปลาที่มีสามสีนี้ขึ้นมา เผื่อฟลุคเกิดเป็นที่ต้องการของนักนักเลี้ยงขึ้นมา ว่าแล้วก็เลยจัดแจงนำพ่อแม่พันธุ์ชุดเก่า ที่ให้กำเนิดปลา 3 สีชุดนั้นมาเพาะพันธุ์อีกครั้ง ปรากฏว่าคราวนี้ได้ลูกปลา 3 สี ออกมานิดเดียว เหมือนไม่ตั้งใจมาเกิด ลูกปลา 3 สีที่ได้มานั้นมีเพียง 10 ตัวเท่านั้นเอง เมื่อผลออกมาผิดคาด เช่นนี้ นายเฮ เปลี่ยนแผนใหม่ ขายส่งไปเลย เพื่อให้คนอื่นเอาไปพัฒนาต่อดีกว่า   ฟาร์มที่มารับช่วงต่อไปคือ ฟาร์มโชเบอิ แห่งเมือง ยามานากะ รับช่วงไปtaisho_sanshoku_06ต่อมาในปี 1916  เมื่อฟาร์มโชเบอิ ได้พ่อแม่พันธุ์ชุดนี้ไปแล้วก็ทำการเพาะพันธุ์   ผลเหมือนเดิมมีลูกปลา 3 สีติดมาด้วย การเปลี่ยนมือยังไม่สิ้นสุดในบันทึกกล่าวไว้ว่า การเดินทางครั้งที่เป็นครั้งสำคัญ คือการที่พ่อแม่พันธุ์ชุดนี้ได้ตกไปถึงมือ นายเอซาบูโร่ โฮชิโน แห่งทาเกซาว่า ในปี 1917 แสดงว่าอยู่กับฟาร์มโชเบอิ แค่ปีเดียว นายเอซาบูโร่ ซื้อปลาชุดนี้ไปในราคา 45 เยน  และได้ผลิตลูกปลาซันเก้ที่มีรูปแบบสวยงาม ออกมามากมาย พร้อมกับพัฒนาคุณภาพสายพันธุ์ของซันเก้ให้ดีขึ้นตามลำดับ เหล่าบรรดานักเลี้ยงต่างพากันยกย่องว่า นายเอซาบูโร่ ผู้นี้แหละคือผู้ให้กำเนิดปลาซันเก้ยุคใหม่อย่างแท้จริง คงจบประวัติความเป็นมาของซันเก้ไว้เพียงเท่านี้ครับ