Koi Food Post

อาหารปลาคาร์ฟ

“ปลาคาร์ฟ” เป็นปลาสวยงามที่สามารถพบได้ตามแหล่งน้ำจืดในประเทศต่าง ๆ ด้วยความที่เป็นปลาสีสันสดใส รูปร่างสวยงาม เลี้ยงง่ายและโตไว ปลาคาร์ฟจึงเป็นปลาเลี้ยงชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ทั้งในประเทศโซนยุโรป เอเชียและประเทศแถบตะวันออกกลาง หลาย ๆ คนนิยมเลี้ยงปลาคาร์ฟในบ่อธรรมชาติ หรือบ่อน้ำที่จัดแต่งให้มีลักษณะใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด นอกจากช่วยจะสร้างบรรยากาศให้ดูสวยงามแล้ว ยังเป็นการจำลองสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของปลาด้วย แต่นอกจากเรื่องที่อยู่อาศัยแล้ว “อาหารปลาคาร์ฟ” ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้เลี้ยงต้องใส่ใจในการเลือกซื้อเช่นกัน

อาหารปลาคาร์ฟที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน คือ อาหารปลาสำเร็จรูป ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมีการผสมสารอาหารและแร่ธาตุต่าง ๆ เข้าไปด้วย เพื่อช่วยเร่งอัตราการเติบโตและเพิ่มสีสันให้กับปลา อาหารปลาคาร์ฟที่ดีไม่เพียงแต่จะต้องมีสารอาหารครบ 5 หมู่ในอัตราส่วนที่เหมาะสมเท่านั้น แต่ยังต้องเป็นอาหารที่เข้ากับพฤติกรรมการกินของปลา เข้ากับสายพันธุ์และช่วยเสริมสุขภาพที่ดีให้กับปลาได้ด้วย ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักวิธีการเลือกอาหารปลาคาร์ฟ พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์เลี้ยงอย่างง่าย ๆ พร้อมแนะนำ 10 อันดับ อาหารปลาคาร์ฟสำเร็จรูปที่ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้นในหมู่คนรักปลา หาซื้อง่ายและสามารถหาได้ตามร้านค้าออนไลน์ได้ด้วย ซึ่งมีทั้งเหมาะกับสายพันธุ์จักรรพรรดิ ญี่ปุ่น ปลาประกวด รวมไปถึงปลาคาร์ฟที่ป่วย บำรุงให้โตเร็ว ให้สีสวย

ชนิดของอาหารปลา

อาหารปลาสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดใหญ่ ๆ คือ อาหารธรรมชาติ อาหารสมทบและอาหารสำเร็จรูป ซึ่งแต่ละชนิดก็จะมีประโยชน์ต่อปลาและความสะดวกในการใช้งานที่แตกต่างกันไป ดังต่อไปนี้

อาหารปลาธรรมชาติ

อาหารธรรมชาติ หมายถึง อาหารที่มีชีวิตซึ่งอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลาอยู่ โดยสามารถเป็นได้ทั้งสัตว์และพืช เช่น กุ้ง หอย สาหร่าย ตะไคร่ และแพลงก์ตอนชนิดต่าง ๆ รวมถึงเศษอาหารหรือเศษเนื้อ ซึ่งผู้เลี้ยงจะต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับชนิดของปลาว่าเป็นปลากินเนื้อหรือปลากินพืช ในกรณีของปลาคาร์ฟนั้น จัดเป็นปลาที่กินได้ทั้งเนื้อและพืช อาหารธรรมชาติที่เหมาะสมจึงสามารถเป็นได้ทั้งสาหร่าย, พืชน้ำ, แพลงก์ตอน หรือลูกสัตว์น้ำ

อาหารธรรมชาติมีข้อดีตรงที่สามารถช่วยให้ปลาเติบโตได้อย่างสุขภาพดีและว่ากันว่าจะช่วยให้ปลามีสีสันที่สดใสกว่าการเลี้ยงด้วยอาหารสมทบและอาหารเม็ด จึงนับเป็นอาหารชนิดสำคัญในการเลี้ยงปลาสวยงาม นอกจากนี้ ยังสามารถลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดน้ำเน่าเสียหรือหมักหมมได้มากกว่าด้วย

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอาหารธรรมชาติแต่ละอย่างมีขนาดเล็กมากซึ่งหากจะใช้เลี้ยงปลาก็จำเป็นจะต้องป้อนในปริมาณมาก ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ใช้เวลาในการเตรียมมากขึ้น รวมถึงอาจไม่สะดวกต่อผู้เลี้ยงที่ต้องมาคอยสรรหาอาหารสดเป็น ๆ เหล่านี้ด้วย ผู้เลี้ยงปลาสวยงามหลาย ๆ คนจึงหันไปใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปเป็นหลักและใช้อาหารธรรมชาติบ้างเป็นครั้งคราวแทน

อาหารปลาสมทบ

อาหารสมทบเป็นอาหารที่ใช้เลี้ยงปลาเพื่อเสริมสารอาหารให้ปลาโตไวและมีสุขภาพแข็งแรง อาหารปลาสมทบที่ได้รับความนิยมในหมู่นักเลี้ยงปลาชาวไทย คือ หนอนแดงหรือไรแดงแช่แข็ง ซึ่งหนอนแดงถือเป็นอาหารที่มีประโยชน์สำหรับปลาสวยงามเป็นอย่างมาก เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ช่วยให้ปลาโตไวสีสวยและไม่ทำให้น้ำเน่าเสีย ในขณะที่ไรแดงจะนิยมใช้ในการเลี้ยงหรืออนุบาลลูกปลา ว่ากันว่าหากเลี้ยงด้วยไรแดงจะทำให้ลูกปลาโตเร็วมากและมีโอกาสรอดสูง

โดยทั่วไปหนอนแดงแช่แข็งจะมาในรูปแบบก้อนน้ำแข็ง ราคาค่อนข้างแพงและจะต้องนำมาละลายก่อนนำไปป้อนปลาและมีอายุการเก็บรักษา 5 – 6 เดือน ข้อควรระวังในการเลือกซื้อหนอนแดงหรือไรแดงแช่แข็ง คือ ต้องตรวจสอบคุณภาพ ความสดและความสะอาดให้ดี ควรผ่านการฆ่าเชื้อและไม่มีการผสมสีสังเคราะห์ เพื่อให้ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพปลาของคุณ ในกรณีของไรแดงก็เช่นกัน ควรเลือกซื้อไรแดงแช่แข็งที่สะอาด มีคุณภาพ และควรเป็นไรแดงเลี้ยงมากกว่าไรแดงที่เก็บมาจากธรรมชาติเพราะกลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคพยาธิสูงและอาจเป็นอันตรายต่อปลาของคุณได้นั่นเอง

อาหารปลาสำเร็จรูป

อาหารสำเร็จรูป เป็นอาหารที่ใช้ง่ายที่สุดในบรรดาอาหารปลาทั้งหมดและเป็นของสำคัญที่ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะในการเลี้ยงปลาสวยงาม เนื่องจากมีส่วนผสมของสารอาหารที่สำคัญอย่างโปรตีน, วิตามิน, แร่ธาตุ รวมถึงสารอาหารอื่น ๆ ที่จะช่วยบำรุงปลาให้มีสุขภาพแข็งแรงและสีสันที่สดใสสวยงามเต็มที่ ในปัจจุบัน มีอาหารปลาสำเร็จรูปมากมายให้เลือกซื้อ ไม่ว่าจะเป็นสูตรต่าง ๆ ที่เน้นการบำรุงเฉพาะทางที่แตกต่างกันไป อย่างการเร่งสี เร่งโต หรือกระตุ้นการสร้างวุ้นในตัวปลา

koi_food_12

ยิ่งไปกว่านั้น รูปแบบขนาดของอาหารที่ทำออกมาอย่างหลากหลายเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้เลี้ยงปลาสายพันธุ์ต่าง ๆ มีทั้งแบบเม็ด แบบแผ่นและแบบผง โดยสำหรับผู้เลี้ยงชาวไทย รูปแบบของอาหารปลาที่นิยมมากที่สุดคือ อาหารเม็ด ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทย่อย คือ อาหารเม็ดแบบลอย (Floating Type) และแบบจม (Sinking Type) เพื่อให้เข้ากับพฤติกรรมการกินอาหารของปลาแต่ละชนิด ทั้งปลาที่กินอาหารบนผิวน้ำ กลางน้ำและใต้น้ำ

ปลาคาร์ฟเป็นปลาที่กินทั้งพืชและสัตว์เป็นอาหาร อาหารปลาคาร์ฟที่วางขายในปัจจุบันส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบของอาหารปลาสำเร็จรูปซึ่งให้อาหารและเก็บรักษาได้ง่ายและสะดวก นอกจากนี้ ยังมีอาหารปลาคาร์ฟอีก 2 ชนิดที่เจ้าของสามารถให้เสริมได้ คือ อาหารธรรมชาติและอาหารสมทบ

อาหารธรรมชาติ เช่น แพลงก์ตอนพืช แพลงก์ตอนสัตว์ พืชน้ำ เป็นต้น ส่วนอาหารสมทบ หมายถึง ต้นพืช เศษอาหาร กุ้ง หอย ปลาป่น เป็นต้น

วิธีการเลือกอาหารปลาคาร์ฟ

ต่อไปเราจะมาแนะนำวิธีเลือกอาหารปลาคาร์ฟที่นักเลี้ยงมือใหม่สามารถนำไปเป็นคู่มือในการเลือกซื้อได้อย่างง่ายดายกัน โดยในบทความนี้ เราจะเน้นวิธีการเลือกอาหารปลาสำเร็จรูปเป็นหลัก เพราะเป็นชนิดที่ได้รับความนิยม ใช้งานง่ายไม่ต้องเสียเวลาเตรียมล่วงหน้า ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่อันแสนรีบเร่งของทุกคน

เลือกอาหารปลาคาร์ฟให้เหมาะกับพฤติกรรมของปลา

อย่างที่เราได้กล่าวไปข้างต้น อาหารปลาสำเร็จรูปมีอยู่ด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ อาหารเม็ดลอยและอาหารเม็ดจม หากไม่แน่ใจว่าควรจะซื้ออาหารแบบใด เราขอแนะนำให้พิจารณาตามพฤติกรรมการทานอาหารของปลา

สำหรับปลาคาร์ฟตัวใหญ่ ให้ใช้ “อาหารเม็ดจม” เพราะปลาเหล่านี้จะมีน้ำหนักตัวและโครงสร้างที่หนักพอสมควร การใช้อาหารเม็ดจมจะช่วยให้ปลาไม่ต้องออกแรงมากในการขึ้นมาทานอาหารบนผิวน้ำและป้องกันความเสี่ยงของภาวะหลังแอ่นที่เกิดจากการเงยหน้าทานอาหารติดกันเป็นเวลานานด้วย

สำหรับปลาที่มีอาการตื่นกลัวและหวาดระแวง ให้ใช้ “อาหารเม็ดจม” เนื่องจากปลาเหล่านี้จะไม่กล้าขึ้นมาทานอาหารบนผิวน้ำ หากคุณใช้อาหารเม็ดลอย ปลาก็จะไม่ขึ้นมาทานอาหารหรือขึ้นมาทานช้าหลังจากที่สารอาหารละลายน้ำไปแล้ว ดังนั้นจึงควรเริ่มด้วยการใช้อาหารเม็ดที่จมอยู่ในระดับกลางน้ำหรือพื้นน้ำก่อน เมื่อปลารู้สึกคุ้นเคยกับแหล่งที่อยู่และผู้เลี้ยงแล้วจึงค่อยสลับกับการให้อาหารเม็ดลอยเพื่อเป็นการปรับพฤติกรรม

สำหรับผู้ที่ต้องการสังเกตสุขภาพปลา ให้ใช้ “อาหารเม็ดลอย” เพราะอาหารเม็ดลอยจะทำให้ปลาว่ายขึ้นมาทานอาหารบนผิวน้ำ คุณจึงสามารถสังเกตสุขภาพร่างกายของปลาได้อย่างใกล้ชิด ทั้งความเร็วในการว่ายน้ำ, อาการป่วยและสัญญาณของโรคผิวหนังต่าง ๆ ซึ่งเมื่อทราบล่วงหน้าก็จะสามารถทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที

สำหรับผู้ที่ต้องการรักษาคุณภาพน้ำ ให้ใช้ “อาหารเม็ดลอย” เนื่องจากคุณสามารถเห็นอาหารที่ปลาทานไม่หมดในเวลาอันสั้นและช้อนออกได้ทันที เป็นการลดผลกระทบจากการปนเปื้อนของส่วนผสมจำพวกแป้งและน้ำมันที่อยู่ในอาหารปลา ช่วยยืดเวลาในการเปลี่ยนน้ำและลดความเสี่ยงการเกิดน้ำเน่าเสียซึ่งอาจส่งผลให้ปลาป่วยได้

koi_food_21

ปลาคาร์ฟจะหาอาหารทั้งในระดับผิวน้ำ กลางน้ำ และท้องน้ำ มักใช้ปากคุ้ยเขี่ยหาอาหารตามริมขอบฝั่งหรือหน้าดินตามขอบฝั่ง ทั้งนี้ทั้งนั้น ปลาคาร์ฟแต่ละตัวมีพฤติกรรมการกินอาหารและตำแหน่งการหาอาหารแตกต่างกัน เจ้าของจึงควรสังเกตและรู้จักพฤติกรรมของปลาคาร์ฟก่อน เพื่อเลือกและให้อาหารปลาได้อย่างเหมาะสม ซึ่งอาหารของปลาคาร์ฟสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ อาหารปลาคาร์ฟชนิดจม และอาหารปลาคาร์ฟชนิดลอย

เลือกอาหารปลาคาร์ฟยี่ห้อที่สารอาหารครบ มีแร่ธาตุเสริมที่เหมาะกับสายพันธุ์

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการเลือกซื้ออาหารปลาคาร์ฟ คือ สารอาหารต้องครบถ้วนและบำรุงปลาคาร์ฟของคุณได้อย่างตรงจุดตามสายพันธุ์และโครงสร้างร่างกาย ซึ่งคุณสมบัติพื้นฐานของอาหารปลาคาร์ฟที่ดีก็มีอยู่ 2 ข้อด้วยกัน

มีสารอาหารครบ 5 หมู่

อันดับแรกคือ สารอาหารต้องครบ  5 หมู่ มีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินและแร่ธาตุในอัตราส่วนที่พอดี อาหารปลาคาร์ฟที่ดีควรมีปริมาณโปรตีนสูงที่สุด โดยมีปริมาณเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 37 – 42% สำหรับปลาคาร์ฟเล็ก และ 28 – 32% สำหรับปลาคาร์ฟใหญ่ โปรตีนที่มากพอจะทำให้ปลาโตไว เนื้อแน่นและสีสวย แต่ก็ไม่ควรเลือกอาหารที่มีโปรตีนมากเกินไปนะคะ เนื่องจากเป็นสารอาหารที่ย่อยยากสำหรับปลาพอสมควรนั่นเอง

อาหารปลาคาร์ฟที่ดีควรมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตน้อย เนื่องจากอาจก่อให้เกิดไขมันสะสมในตัวของปลาได้ นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลงานวิจัยออกมาเปิดเผยว่าปลาคาร์ฟหลายสายพันธุ์มีความสามารถในการย่อยคาร์โบไฮเดรตที่ต่ำ ดังนั้น เพื่อสุขภาพที่ดีของปลา จึงควรเลือกอาหารที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตน้อยที่สุด

ถัดมาคือ ปริมาณไขมัน โดยอาหารปลาคาร์ฟที่ดีนั้นควรมีปริมาณไขมันอยู่ที่ 5 – 8% เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงสมวัย ไม่ควรเลือกอาหารที่มีไขมันน้อยเกินไปเพราะอาจทำให้วิตามินบางตัวไม่สามารถดูดซึมในตัวปลาได้ แล้วยังทำให้ปลาคาร์ฟเสี่ยงเป็นโรคหัวใจหรือเกิดอาการครีบปลาสึกกร่อนอีกด้วย

วิตามินและแร่ธาตุ เป็นสารอาหารสำคัญสำหรับปลาเช่นกัน เราขอแนะนำให้คุณเลือกซื้ออาหารปลาที่มีส่วมผสมของวิตามินที่ละลายในน้ำกับวิตามินละลายในไขมัน เพื่อให้ปลาได้รับวิตามินมากพอและโตเร็วทันใจ ส่วนแร่ธาตุที่สำคัญสำหรับปลาคาร์ฟนั้น ชนิดที่สำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เลย คือ ฟอสฟอรัสและแคลเซียมซึ่งจะช่วยบำรุงกระดูกและทำให้ปลาเจริญอาหาร เมื่อทานได้มาก ปลาคาร์ฟก็จะโตไว กลายเป็นปลาสวยงามที่เราสามารถชมได้อย่างเพลิดเพลิน

มีสารบำรุงเสริมที่เหมาะกับสายพันธุ์ปลา

เนื่องจากปลาคาร์ฟแต่ละสายพันธุ์มีลักษณะเด่นทางกายที่อาจแตกต่างกัน ดังนั้นจึงควรเลือกอาหารที่มีแร่ธาตุหรือสารบำรุงเสริมที่เหมาะกับสายพันธุ์ปลาด้วย ตัวอย่างเช่น ปลาคาร์ฟสายพันธุ์ญี่ปุ่นแท้จะมีเกล็ดทั้งตัวซึ่งต่างจากปลาคาร์ฟเยอรมันที่มีเกล็ดเฉพาะแถบใหญ่ข้างลำตัว ดังนั้น หากคุณเลือกซื้ออาหารสำหรับปลาคาร์ฟญี่ปุ่น ก็ควรจะเป็นอาหารที่มีการบำรุงเกล็ดให้แข็งแรงเงางามร่วมด้วย เพื่อให้ปลาเหล่านั้นสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแรงและสวยงาม

ปลาคาร์ฟมีหลายสายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์มีลวดลายและสีสันที่แตกต่างกัน อาหารปลาคาร์ฟที่ดีควรเป็นอาหารที่ทำจากวัตถุดิบคุณภาพดี มีสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุเหมาะสมสำหรับปลาคาร์ฟแต่ละช่วงวัย รวมไปถึงสารบำรุงเสริมที่เหมาะกับปลาคาร์ฟโดยเฉพาะ

ในปัจจุบัน สารบำรุงเสริมสำหรับปลาคาร์ฟมักเป็นสารที่เร่งสี เร่งโต บางยี่ห้ออาจเสริมสาหร่ายสไปรูลินาเพื่อให้ปลาแฟนซีคาร์ฟมีอัตราการเจริญเติบโตและน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น บางยี่ห้ออาจเสริมการให้โปรตีน เพิ่มดัชนีความสมบูรณ์เพศ ให้สีสวยเด่นชัด หรือเสริมวิตามินต่าง ๆ ที่ช่วยบำรุงสุขภาพ บำรุงเกล็ดปลาและสีสัน

เลือกอาหารปลาคาร์ฟที่มีขนาดเม็ดเหมาะสมกับขนาดปลา เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน

ขนาดเม็ดเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการเลือกซื้ออาหารปลา หากคุณใช้อาหารที่เม็ดใหญ่เกินไปก็อาจจะทำให้เหล่าปลาตัวน้อยต้องมาเสียเวลาแทะเล็มอาหาร ซึ่งกว่าจะกินหมดสารอาหารก็อาจละลายไปกับน้ำหมดแล้วและทำให้ปลาของคุณไม่ได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ

koi_food_22

ในทางตรงกันข้าม หากใช้อาหารที่เม็ดเล็กเกินไปก็อาจทำให้ปลาของคุณไม่อิ่มได้ เนื่องจากปลาคาร์ฟเป็นปลาที่ไม่มีอวัยวะที่ทำหน้าที่เป็นกระเพาะอาหารเหมือนกับปลาทั่วไป นอกจากนี้ การให้อาหารเม็ดเล็กยังต้องใช้ปริมาณที่มากกว่าซึ่งอาจทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นและหากปลาทานไม่ทันก็มีแนวโน้มจะส่งผลให้น้ำเน่าเสียได้ด้วย ดังนั้น อย่าลืมเลือกขนาดอาหารเม็ดให้เหมาะสมกับขนาดปลาคาร์ฟของคุณด้วย

การให้อาหารปลาคาร์ฟควรเลือกขนาดอาหารให้เหมาะสมกับขนาดของตัวปลา เพราะการให้อาหารที่มีขนาดเม็ดใหญ่กว่าปากปลาและปลาไม่สามารถกินอาหารได้ หากรอให้อาหารปลาคาร์ฟยุ่ยหรือมีขนาดเล็กลง อาหารปลาคาร์ฟจะละลายและมีความน่ากินลดลง ทำให้ปลาคาร์ฟไม่กินอาหาร ส่งผลต่อสุขภาพของปลาและคุณภาพของน้ำ

เลือกอาหารปลาคาร์ฟที่มีกลิ่นน่ารับประทานและล่อปลาได้ดี

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการเลือกซื้ออาหารปลา คือ ต้องตรวจสอบด้วยว่าอาหารนั้นเป็นของใหม่หรือไม่ เหม็นหืนหรือเปล่า เนื่องจากอาหารปลาที่ดีจะมีกลิ่นหอมล่อปลาให้ว่ายมากินอย่างรวดเร็ว ทำให้ได้รับสารอาหารเข้าไปอย่างเต็มเปี่ยม นอกจากนี้ ควรเลือกสินค้าที่หีบห่อบรรจุภัณฑ์มิดชิดปิดสนิท เพื่อให้คุณแน่ใจได้ว่าอาหารปลานั้นจะยังมีกลิ่นหอมแสนสำคัญนี้อยู่ด้วยนั่นเอง

การกระตุ้นความอยากอาหารของปลาคาร์ฟที่ดี คือ เราควรเลือกอาหารปลาคาร์ฟที่น่ากิน มีกลิ่นหอม สีสันของอาหารสวยเพราะจะช่วยล่อปลาได้ดี เจ้าของสามารถสังเกตได้ว่าอาหารปลาคาร์ฟที่เพิ่งเปิดถุงใหม่ ๆ จะมีกลิ่นหอมมากกว่า ตัวเม็ดอาหารคงรูปดี มีความน่ากินสูง แต่หากอาหารสัมผัสกับอากาศเป็นเวลานาน อาจทำให้อาหารชื้น และมีกลิ่นที่น่ากินลดลง ดังนั้น การเลือกอาหารปลาคาร์ฟและการเก็บรักษาอาหารปลาคาร์ฟจึงเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกินของปลาได้เช่นกัน

เลือกอาหารปลาคาร์ฟที่ละลายน้ำยากและไม่ทำให้น้ำขุ่น

นอกจากจะคอยระวังไม่ให้มีอาหารเหลือในน้ำแล้ว การเลือกอาหารปลาสูตรละลายน้ำยากและไม่ทำให้น้ำขุ่นก็สามารถช่วยรักษาคุณภาพน้ำในบ่อปลาได้เช่นกัน ในปัจจุบันมีอาหารปลาสำเร็จรูปหลายยี่ห้อที่พัฒนาสูตรใหม่ ๆ ไม่ทำให้น้ำขุ่นออกมาวางขาย คุณสามารถเลือกซื้อยี่ห้อที่ชื่นชอบได้เลย

เราควรเลือกอาหารปลาคาร์ฟที่ละลายน้ำยาก สามารถคงอยู่ในน้ำได้นานโดยไม่สลายหรือละลาย คงตัวรอให้ปลาคาร์ฟกินได้ดี เพราะปลาคาร์ฟไม่มีอวัยวะที่มีลักษณะคล้ายกระเพาะอาหารเหมือนกับปลาทั่วไป ดังนั้น ปลาคาร์ฟจึงกินอาหารได้น้อยแต่เน้นการกินที่บ่อยครั้ง หากเราเลือกอาหารปลาคาร์ฟที่ละลายน้ำเร็วและแตกตัวง่าย ทำให้ปลาคาร์ฟกินไม่ทัน กลายเป็นของเสียสะสมใต้บ่อปลาจนเกิดน้ำขุ่นได้

ผู้เชี่ยวชาญสำหรับบทความนี้

สพญ. สุทธิดา พงศ์เลิศนภากร

จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ปัจจุบันเป็นสัตวแพทย์ประจำโรงพยาบาลสัตว์บ้านนายหัว จังหวัดชุมพร ปัจจุบัน นอกจากปฎิบัติหน้าที่ตามวิชาชีพแล้ว ยังอธิบายและให้ความรู้และความเข้าใจแก่บุคคลทั่วไปเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงในทุก ๆ ด้านเพื่อให้เจ้าของและสัตว์เลี้ยงสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

Japanese Koi

ปลาคาร์ฟญี่ปุ่น

นิยามนิชิกิกอย: ปลาคาร์ฟญี่ปุ่น ชื่อ “นิชิกิกอย”

เป็นคำที่ใช้ครั้งแรกเมื่อ 200 ปีที่แล้วในหมู่บ้านจากจังหวัดนิงาตะในญี่ปุ่น

Nishikigoi ตัวแรกกำเนิดขึ้นโดยเกษตรกรที่เพาะพันธุ์ปลาคาร์ฟสีดำ (หรือ Magoi) เพื่อเป็นอาหาร และเพื่อเอาชีวิตรอดในสภาพอากาศที่หนาวจัด แต่ผลที่ได้คือปลาคาร์ฟสีสันสดใส มีรูปร่างที่น่าชื่นชมโดดเด่นกว่าที่อื่น ด้วยความงามที่หายากและการรับรู้แพร่กระจายไปมากขึ้น หลายคนเริ่มชื่นชมนิชิกิกอย ราวกับงานศิลปะชั้นดี

Koi เป็นคำพ้องเสียงกับคำอื่นที่หมายถึง “ความเสน่หา” หรือ “ความรัก” ในภาษาญี่ปุ่น ปลาคาร์ฟเป็นสัญลักษณ์ของความรักและมิตรภาพในญี่ปุ่น ที่ท่ามกลางสัญลักษณ์อื่นๆ อีกมากมาย

“Koi” กำลังกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพทั่วโลก

ในสมัยเฮอัน (794-1185) ปลาคาร์ฟได้รับความนิยมและเลี้ยงโดยขุนนางในญี่ปุ่น เหล่าขุนนางชอบให้อาหารปลาคาร์ฟด้วย “Fu” ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งอาหารอันล้ำค่า ซึ่งยังคงถูกคนรับประทานอยู่ในปัจจุบัน ปลาคาร์ฟจะค่อยๆ ขึ้นมาที่ผิวน้ำเมื่อพวกเขาโปรย “Fu”, ไม่เคยตะเกียกตะกายในและแย่งกัน การแบ่งปัน “Fu” อันล้ำค่านั้น ผู้คนได้การสังเกตพฤติกรรมที่สง่างามของปลาคาร์ฟ ได้สร้างและหล่อเลี้ยงความสงบในจิตใจของพวกเขา นี่เป็นความอ่อนโยนที่สามารถถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นได้ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ในปัจจุบันนี้ค่อนข้างยากที่จะหาประเทศที่ไม่มีการเลี้ยงปลาเป็นงานอดิเรก ผู้คนทั่วโลกต่างหลงใหลในคุณลักษณะ “สง่างาม” และ “เป็นมิตร” ของปลาคาร์ฟ วิธีการสังเกตและโต้ตอบกับปลาคาร์ฟ เป็นที่ชื่นชอบอย่างกว้างขวาง การเฝ้าดูพวกมันว่ายน้ำนั้นช่างสงบและผ่อนคลาย เนื่องจากปลาคาร์ฟเป็นปลาน้ำจืด ดังนั้นคุณสามารถสร้างบ่อปลาคาร์ฟที่ผ่อนคลายได้เกือบทุกที่ ทั้งในบ้านและนอกบ้าน

ความหมายของ “นิชิกิกอย”

ที่รู้จักกันในชื่อ “อัญมณีที่ว่ายน้ำ (หรือมีชีวิต)” ชื่อเฉพาะของปลาคาร์ฟนี้มาจากคำว่า “นิชิกิ” ในภาษาญี่ปุ่น ซึ่งตามเนื้อผ้าหมายถึงสิ่งที่สวยงามหรือสง่างาม

ในสมัยโบราณของญี่ปุ่น มีสมบัติอยู่ 4 อย่างคือ คิน(ทอง) จิน(เงิน) ซังโกะ(ปะการัง) และอายะ นิชิกิ(ผ้าที่คิดได้) และว่ากันว่าชื่อ “นิชิกิ-กอย” นั้นตั้งชื่อตาม “อายะ-นิชิกิ” ” นิชิกิกอย ยังเปรียบได้กับลวดลายผ้าหลากสีของผ้าไหมทอพื้นเมืองของญี่ปุ่น “ชุดกิโมโน” ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องสีสันสดใสแต่ละเอียดอ่อนและความงามที่โดดเด่น

“Gkoi” หรือ “Koi” เป็นคำที่คนญี่ปุ่นเรียกง่ายๆ ว่าปลาคาร์ฟซึ่งหมายถึงการกิน ดังนั้นคุณอาจพูดได้ว่านิชิกิกอย แปลว่า “ปลาคาร์ฟ อัญมณีที่มีชีวิต”

เดิมทีเพาะเลี้ยงขึ้นเพื่อเป็นแหล่งอาหารที่สอดคล้องกันในญี่ปุ่น ไม่นานนัก ปลาคาร์ฟเหล่านี้ก็พัฒนาเป็นปลาสวยงามที่เลี้ยงไว้ในบ่อในสวน เพื่อเพิ่มความสวยงามหรือความเพลิดเพลิน เมื่อแนวคิดของ “เครื่องประดับที่มีชีวิต” เหล่านี้ ขยายตัว ปลาคาร์ฟ ก็เริ่มเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จ ความทะเยอทะยาน ความอุตสาหะ และความก้าวหน้าในชีวิต ว่ากันว่าการเป็น นิชิกิกอย คือการเป็นปลาที่ประสบความสำเร็จในชีวิต

ดังนั้นคนญี่ปุ่นที่สร้างบ้านจะเพิ่มสระน้ำในสวนและเลี้ยง นิชิกิกอย ไว้ที่นั่น หมายความว่าเจ้าของบ้านรู้สึกเติมเต็ม ขอแนะนำให้คุณซื้อปลาคาร์ฟญี่ปุ่น เพื่อจะได้ค้นพบว่าปลาคาร์ฟ จะสามารถเพิ่มความสวยงามและความสมดุลให้กับบ้านของคุณได้อย่างไร

ประวัติความเป็นมา และต้นกำเนิดปลาคาร์ฟของญี่ปุ่น

ทุกอย่างเริ่มต้นด้วยการกลายพันธุ์ ในนิฮงโชกิ (พงศาวดารที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น) มีการอธิบายว่าในปีค.ศ. 720 จักรพรรดิเคอิโกะ จักรพรรดิ องค์ที่ 12 ของญี่ปุ่น นำโดย “คุกุริ โนะ มิยะ” เดินทางเพื่อชื่นชมปลาคาร์ฟ ระหว่างทางไปจังหวัดกิฟุ พร้อมกับข้าราชบริพารของเขา ว่ากันว่าปลาคาร์ฟที่จักรพรรดิเคอิโกะ ชื่นชมส่วนใหญ่เป็นปลาคาร์ฟสีดำ และปลาคาร์ฟสีแดงสองสามตัว แล้วปลาคาร์ฟสีแดงนั้นมาจากไหน? พวกมันถูกผสมพันธุ์ ขึ้นโดยการกลายพันธุ์ตามธรรมชาติแล้วค่อย ๆ เลือกและขยายพันธุ์

ต้นกำเนิดจากหมู่บ้าน Yamakoshi และเมือง Ojiya ลูกหลาน นิชิกิกอย ตัวแรกจากปลาคาร์ฟ Magoi แสดงสีแดงและสีเหลืองพร้อมกับลวดลาย

เมื่อผู้เลี้ยงสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ พวกเขาก็เริ่มคัดเลือกพันธุ์ ในสภาพอากาศที่อุดมสมบูรณ์ของนีงะตะ ซึ่งช่วยเพิ่มความสวยงามและความหลากหลายของปลา หลังจากพยายามหลายครั้ง ปลาคาร์ฟญี่ปุ่นกลายเป็นที่รู้จักในโลกปัจจุบันว่าเป็น “อัญมณีแห่งการว่ายน้ำ” ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

นิชิกิกอย ได้รับการเลี้ยงดูทั้งในสภาพกลางแจ้งและในร่มผ่านกระบวนการที่เน้นเรื่องความเอาใจใส่ และการคัดเลือกอย่างสูง โดยมีการติดตามอย่างใกล้ชิด นิชิกิกอย เหล่านี้ได้รับการตรวจสอบเป็นประจำ เพื่อหาสีสรรที่มีรูปแบบที่สว่างใสที่สุดและรูปทรงดีที่สุด

ปลาคาร์ฟได้รับการผสมพันธุ์ครั้งแรก สำหรับการกลายพันธุ์ของสีเมื่อกว่าพันปีที่แล้วในประเทศจีน ซึ่งการผสมพันธุ์นำไปสู่การพัฒนาของปลาทอง

โลกไม่ได้ตระหนักถึงความผันแปรของสีของปลาคาร์ฟในญี่ปุ่นจนกระทั่งต้นปี 1900 เมื่อมีการจัดแสดงปลาคาร์ฟในโตเกียวประเทศญี่ปุ่น จากฝูงปลาคาร์ฟดั้งเดิมนั้น การแสดงทั้งหมดของนิชิกิกอย ได้ถูกสร้างขึ้นและพัฒนาเป็นงานอดิเรกเพื่อสังคมของเจ้าของฟาร์มจำนวนมาก ผู้นิยมงานอดิเรกหลายคนหลงใหลในชมรมปลาคาร์ฟในท้องถิ่น เพื่อแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับปลาคาร์ฟและส่งต่อให้คนรุ่นหลัง เป็นสิ่งสำคัญของชาวญี่ปุ่นที่วัฒนธรรมยังคงเติบโตและเจริญรุ่งเรือง

ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าคุณภาพน้ำมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาปลาที่เติบโตเหล่านี้ให้แข็งแรง นั่นคือเหตุผลที่พ่อพันธุ์แม่พันธุ์จำนวนมากในญี่ปุ่นใช้เฉพาะวัสดุคุณภาพสูงสุดสำหรับการดูแลและบำรุงรักษาบ่อ เพื่อสร้างรูปร่างที่แข็งแรงในนิชิกิกอย และสีสันสดใส พ่อพันธุ์แม่พันธุ์หลายคนยังใช้อาหารปลาคาร์ฟที่ช่วยให้ปลาคาร์ฟมีความสุขและเปล่งปลั่ง

นิชิกิกอย มีกี่สายพันธุ์?

มี นิชิกิกอย กว่า 200 สายพันธุ์ให้เลือก การจำแนกประเภทที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ Gosanke ซึ่งประกอบด้วยพันธุ์ Kohaku, Taisho Sanshoku Sanke และ Showa Sanshoku ชาวนาและพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ของ นิชิกิกอย ได้ขยายหมวดหมู่ของ นิชิกิกอยเพื่อให้บางคนแสดงเฉพาะสีและเครื่องหมายบนตัวปลาคาร์ฟเป็น “ศิลปะชาวนา” ที่บริสุทธิ์

ด้วยการแสดงออกทางศิลปะนี้ วิธีต่างๆ ในการอธิบาย นิชิกิกอย ขยายไปถึงคำพูด: กล้าหาญ แข็งแกร่ง สง่างาม มีพลัง ยิ่งใหญ่ และอีกมากมาย

ในไม่ช้าอัญมณีที่มีชีวิตเหล่านี้ก็ดึงดูดสายตามากกว่าชาวญี่ปุ่น วัฒนธรรมที่สร้างขึ้นโดยธรรมชาติและงานฝีมือของญี่ปุ่นนี้ช่วยขยายแนวคิดอันเป็นที่รักของ “นิชิกิกอย” ไปทั่วโลก ความนิยมของ นิชิกิกอย เติบโตขึ้นกว่าประเทศญี่ปุ่นที่คนรักปลาคาร์ฟทั่วโลกเป็นเจ้าภาพ เข้าร่วม และคว้าแชมป์รายการปลาคาร์ฟ

การแข่งขันชิงแชมป์เหล่านี้ และนิชิกิกอย เองก็เป็นที่ชื่นชอบมาก พวกเขาเริ่มถูกมองว่าเป็นปลาประจำชาติของญี่ปุ่น

การแสดง All Japan Koi ซึ่งเป็นการแสดง นิชิกิกอย ที่เก่าแก่และเก่าแก่ทุกปี มีบุคคลสำคัญในท้องถิ่นและต่างประเทศมาเยี่ยมชม แม้แต่ราชวงศ์ญี่ปุ่นยังมาเยี่ยม! ทุกปีจะมีการรวบรวมปลาคาร์ฟมากกว่า 4,000 ตัวจากทั่วประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น 40 ปีที่แล้วพวกเขาใส่คำบรรยายสำหรับการแสดง Koi เป็น “Kokugyo no Saiten”, 国魚の祭典, พูดว่า “เทศกาลปลาประจำชาติ” และนี่เป็นช่วงเวลาที่พวกเขาเริ่มให้ นิชิกิกอย เป็นปลาประจำชาติของพวกเขา

ความงามของอัญมณีที่มีชีวิตนี้

เมื่อสายพันธุ์ขยายออกไปด้วยระดับคุณภาพที่แตกต่างกัน นิชิกิกอย ก็เริ่มมีความโดดเด่นด้วยสี ลวดลาย และการขยายพันธุ์ ในการแสดงปลาคาร์ฟ นิชิกิกอย ถูกตัดสินโดยคุณสมบัติที่โดดเด่นเหล่านี้ ควบคู่ไปกับ รูปทรงหรือรูปร่าง และการว่ายน้ำ

รูปร่างของร่างกาย หมายถึง รูปร่างและขนาดของ นิชิกิกอย เป็นที่รู้กันในโลกของการชื่นชมปลาคาร์ฟว่าร่างกายในอุดมคตินั้น ต้องเต็มและโค้งมนในรูปทรงคล้ายแกนหมุน คุณภาพของ นิชิกิกอย หมายถึงผิวหนังของปลาคาร์ฟ ตัวอย่างทั่วไปคือ Kohaku ควรมีผิวขาวราวหิมะและมีลวดลาย Hi ที่สดใส ในขณะเดียวกัน ลวดลายที่แสดงบน นิชิกิกอย ก็เป็นสิ่งที่ดึงดูดใจ รูปแบบไดนามิกเหล่านี้ควรมีความสมดุลและดึงเอกลักษณ์ของปลาคาร์ฟญี่ปุ่นแต่ละตัวออกมาเพื่อดึงดูดสายตาของสาธารณชน

เมื่อมองไปที่ปลา Kohaku ปลานิชิกิกอย ประเภทยอดนิยมนี้มักจะตัดสินจากลวดลาย Hi สีแดง และชิโรจิสีขาวบริสุทธิ์ ขณะดูปลาคาร์ฟ Tancho พวกเขาถูกตัดสินโดยพิจารณาจากความกลมของ Maruten หรือจุดกลมบนหัว และคุณภาพของชิโรจิสีขาว สำหรับปลาคาร์ฟ Showa Sanshoku ปลาคาร์ฟที่สง่างามเหล่านี้ได้รับการพิจารณาจากลวดลาย Hi สีแดง ปลาชิโรจิสีขาว และปลาซูมิสีดำโดยรวม

ด้วยสีสันอันเจิดจ้าและรูปร่างที่ปราดเปรียว ความงามอันประณีตของงานศิลปะที่มีชีวิตชิ้นนี้ช่วยให้ผู้คนทั่วโลกชื่นชมปลาคาร์ฟมากขึ้น ปลาคาร์ฟญี่ปุ่นจำนวนมากแสดงสีที่ประณีตซึ่งสร้างเสน่ห์เฉพาะตัว พวกเขายังมีความเงางามและสีสันที่แตกต่างกันมากมายจากพันธุ์ต่างๆ ซึ่งแต่ละสีมีความเรืองแสงและเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

ความน่าดึงดูดใจของ นิชิกิกอย นั้นลึกซึ้งยิ่งขึ้นด้วยการว่ายน้ำที่สง่างาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสง่างามที่มาจากปลาคาร์ฟที่มีรูปร่างใหญ่ นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมพวกมันถึงได้ชื่อว่าเป็น “อัญมณีการว่ายน้ำ” ซึ่งอธิบายปลาคาร์ฟสีสวยงามขนาดใหญ่เหล่านี้ว่ายอย่างสง่างาม

เมื่อปลาคาร์ฟรวมกันเป็นหนึ่ง ความงดงามที่แตกต่างก็เกิดขึ้น พวกเขาต้อนฝูงปลาคาร์ฟกันครู่หนึ่งก่อนที่จะผละออกจากกันในครั้งต่อไปเพื่อชมภาพสี ความสง่างาม และความงามอันน่าทึ่ง ไม่มีตู้ปลาอื่น ๆ ทั่วโลกที่สามารถให้ความเพลิดเพลินเช่นนี้ได้

ด้วยสีสันอันสวยงาม ร่างกายที่สง่างาม และการว่ายน้ำที่สง่างาม ปลาคาร์ฟญี่ปุ่นเป็นปลาที่สง่างามไม่ว่าจะอยู่ตามลำพังหรืออยู่กันเป็นกลุ่ม

สีที่แท้จริงของนิชิกิกอย คืออะไร?

คุณสามารถเห็นสีแดง สีดำ สีฟ้า สีเหลือง และสีอื่นๆ มากมายบนปลาคาร์ฟที่แหวกว่ายอยู่ในสระน้ำ ชื่อ “นิชิกิกอย” มาจากสีเหล่านี้

เม็ดสีที่เก็บอยู่ในเซลล์ผิวจะทำให้ นิชิกิกอย มีสีต่างๆ เช่น แดง ดำ น้ำเงิน เป็นต้น เราสามารถแยกเม็ดสีเหล่านี้ออกเป็น 2 กลุ่มคือ สีแดงและสีดำ กลุ่มสีแดงเรียกว่า “แคโรทีนอยด์” และกลุ่มสีดำเรียกว่า “เมลานิน” มีสารสีแคโรทีนอยด์ประมาณ 20 ชนิดที่พบในปลา อย่างไรก็ตาม นิชิกิกอย มีเพียง 3 แบบเท่านั้น; ลูทีน ซีแซนทีน และแอสตาแซนธิน เม็ดสีเหล่านี้จะถูกเก็บไว้ในผิวของปลาคาร์ฟเพื่อให้ดูเป็นสีแดง เม็ดสีแดงเหล่านี้ไม่ได้ผลิตโดยปลาคาร์ฟ นิชิกิกอย ดูดซับเม็ดสีเหล่านี้จากอาหารของพวกมันและเก็บไว้ในเซลล์เม็ดสี

อาหาร ปลาคาร์ฟที่ขายในร้านค้าเป็นอาหารเสริมสี (อาหารแต่งสี) เพื่อดึงเม็ดสีออกมา มีอาหารบางชนิดที่ไม่มีส่วนผสมของสารปรุงแต่งสี อาหารเหล่านี้จะไม่ทำให้สีของปลาคาร์ฟของคุณดีขึ้น คุณควรตรวจสอบเพื่อดูเนื้อหาของอาหารปลาคาร์ฟก่อนให้อาหารปลาคาร์ฟ

เม็ดสีที่เรียกว่า “เมลานิน” ถูกผลิตขึ้นในปลาคาร์ฟสีดำ เป็นสีป้องกันปลาคาร์ฟ ดังนั้นสีจะเปลี่ยนไปตามถิ่นที่อยู่ หากอยู่ในที่มืด สีจะเป็นสีดำสนิท หากอยู่ในที่สว่างกว่า สีจะกลายเป็นสีเทา นิชิกิกอย เปลี่ยนสีทันทีขึ้นอยู่กับสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม คำอธิบายนี้ใช้ได้กับ “Magoi” ที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำธรรมชาติและบ่อโคลนเท่านั้น แต่สีดำบน นิชิกิกอย จะไม่เปลี่ยนเพราะเป็นพันธุ์ที่ปรับปรุงแล้ว

Asagi

ปลาคาร์ฟสายพันธุ์ Asagi

เป็นปลาคาร์ฟสายพันธุ์เก่าแก่ที่สุดชนิดหนึ่ง ถูกนำมาใช้เป็นสายพันธุ์พื้นฐานในการพัฒนาปลาคาร์ฟสายพันธุ์ใหม่ๆอีกมากมาย บนแผ่นหลังของปลาคาร์ฟสายพันธุ์ Asaki ถูกปกคลุมด้วยลวดลายของเกล็ดที่มีลักษณะเหมือนตาข่ายสีคราม, สีน้ำเงินเข้ม หรือสีฟ้าอ่อน หัวของปลาคาร์ฟสายพันธุ์ Asaki จะมีสีฟ้าอ่อนๆ และต้องสะอาด ไม่มีตำหนิเปรอะเปื้อน ฐานหรือโคนของ ครีบอก ครีบหาง บริเวณท้อง และฝาประกบเหงือก ของปลาคาร์ฟสายพันธุ์ Asaki มักจะมีสีส้มเข้มถึงแดง

ปลาคาร์ฟสายพันธุ์ อาซากิ(Asagi) มีจุดสังเกตง่ายๆ 3 ข้อ คือ

  • ไม่มีแพทเทิร์นลวดลายสีแดง (เหมือนปลาคาร์ฟสายพันธุ์โคฮากุและซังเก้)
  • มีลำตัวตัวสีออกฟ้าหรือคราม
  • สีแดงที่โคนครีบว่าย สีแดงที่บริเวณโคนครีบว่าย เรียกว่า Motoaka (โมโตอากะ,โมโตอะกา)

โมโตอากะ เป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาความสวยงามของ ปลาคาร์ฟสายพันธุ์ อาซากิและซูซุย (Shusui) ซึ่งปลาคาร์ฟทั้งสองสายพันธุ์นี้มีเชื้อสายเดียวกัน เมื่อตอนปลามีอายุน้อย ส่วนมากครีบทั้งหมดจะเป็นสีแดง แต่เมื่อมันโตขึ้น ครีบว่ายจะเริ่มมีสีขาวจากปลายครีบทีละเล็กทีละน้อย สีแดงจะหดตัวเข้าไปประมาณครึ่งหนึ่ง หรือ หนึ่งในสามส่วนของครีบว่าย  โมโตอากะที่ครอบคลุมพื้นที่ 1 ใน 3 ส่วนหรือ 30% ของครีบว่าย เป็น อุดมคติที่สวยงาม และดูกลมกลืนสมส่วน มากที่สุดAsagi_007แม้ว่า สีแดงบนครีบจะเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้ปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิดูสวยงาม แต่มันก็ไม่จำเป็นเสมอไป ปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิบางตัว มีลวดลายตาข่ายที่สวยงาม โดดเด่นมาก จนทำให้เราสามารถมองข้ามสีแดงบนครีบไปได้เลย เน้นคุณภาพโดยรวมมากกว่า ซึ่งลวดลายตาข่ายเป็นส่วนสำคัญที่สุดAsagi_002ถ้าเราไม่คำนึงถึงรูปร่างที่สวยงามของปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิ ว่ากันด้วยเรื่องแพทเทิร์นอย่างเดียว เรื่องแรกในการพิจารณา ก็คือ บริเวณส่วนหัวต้องเกลี้ยงเกลา ขาวสะอาด ปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิหลายๆตัว มักมีจุดสีดำเล็กๆ เรียกว่า Jyami (จาหมิ) บนหัว หรือผิวบริเวณหัวสีเหลือง ซึ่งถือว่าเป็นตำหนิเช่นกัน ผิวบริเวณหัวที่ขาว ใส เกลี้ยงเกลาดัง เป็นกุญแจสำคัญอย่างหนึ่ง ที่ช่วยขับความสวยงามของตาข่ายสีฟ้าบนตัวปลาให้โดดเด่นยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณาปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิ เกล็ดที่เป็นรูปลายตาข่ายบริเวณไหล่ของปลา เรียงอย่างสวยงามไปจนถึงส่วนหาง และเรียงตามส่วนโค้งของบริเวณลำตัวปลา การพิจารณาความสวยงาม จะต้องไม่มีเกล็ดใดๆหายไปแม้แต่เกล็ดเดียวหรือจะต้องไม่มีสีที่ไม่สม่ำเสมอ และจะต้องไม่มีสีแดง หรือเกล็ดกินรินในลวดลายตาข่าย ปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิที่ดี จะต้องมีเกล็ดที่เรียงอย่างสวยงามสม่ำเสมอ 5-6 แถวนับจากครีบกระโดงหลังไล่ลงมาจนถึงเส้นข้างลำตัว ที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นมาตรฐานการพิจารณาตัดสินความสวยงาม ของปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิ

แม้ว่า ปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิที่อายุยังน้อย จะยังไม่พัฒนาลวดลายตาข่ายที่สมบูรณ์นัก แต่การเลือกปลา จะต้องพิจารณาให้ดี เพราะ ลวดลายตาข่ายที่เรียงสวยงามจะเป็นส่วนสำคัญอย่างมากเมื่อปลาเหล่านี้โตขึ้นจนมีขนาด 70-80 เซ็นติเมตร Asagi_001ปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิ เป็นปลาคาร์ฟที่ไม่มีลวดลายเหมือนสายพันธุ์หลักๆอื่นๆ ด้วยเป็นเพราะว่า ปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิ ไม่มีลวดลายแพทเทิร์นสีแดง จะมีคนหลายๆคนคิดเหมือนกันว่า มันเป็นปลาที่ไม่สวยเหมือนกับ ปลาคาร์ฟสายพันธุ์โคฮากุ หรือไทโช ซังเก้ จึงทำให้ปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิ ได้รับความนิยมน้อยกว่าสายพันธุ์อื่นๆที่มีแพทเทิร์นสีแดง อย่างไรก็ตาม ถ้าได้ลองเลี้ยงปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิ ที่มีลักษณะสง่างาม สะดุดตา มักจะติดใจในเสน่ห์ของปลาสายพันธุ์นี้อย่างแน่นอน

ถ้าเราจะเลือกพิจารณาความสวยงามของปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิเป็นส่วนๆ ควรจะมีข้อสังเกตดังนี้

  • มีแดงในส่วนของหาง ควรมีขนาดประมาณครึ่งหนึ่งของครีบหางทั้งหมด
  • ควรมีสีแดงในครีบหลัง จึงจะเป็นจุดดึงดูดสายตา และเพิ่มความสวยงามให้กับปลาอาซากิตัวนั้นๆ
  • ควรมีเกล็ดสีครามที่สมบูรณ์ เรียงอย่างสมมาตรได้สัดส่วน ไปตามแนวโค้งของลำตัวตั้งแต่บริเวณไหล่ไปจนถึงหาง และจะดีมากๆถ้ามีเกล็ดสีครามที่สมบูรณ์เรียงต่อกัน 5 – 6 แถวนับตั้งแต่ครีบหลังไปจนถึงท้องปลา
  • จุดสีแดงที่เกิดขึ้นบนเกล็ดหลังและลำตัว ถือเป็นตำหนิ
  • เกล็ดลวดลายตาข่ายที่คมชัดและดูหนาของปลา ถือว่าสวยงามมากและเป็นที่ต้องการอย่างมาก
  • การที่ปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิ เกล็ดหลุด แม้เวลาจะผ่านไปเป็นปี ก็จะมีตำหนิให้เห็น ดังจุดนี้ ส่วนนี้ถือเป็นข้อบกพร่องหรือตำหนิ แม้ว่าเกล็ดใหม่จะขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่ลวดลายตาข่ายในเกล็ดใหม่จะดูจางกว่าเกล็ดอื่นๆ ความไม่สม่ำเสมอของสีหรือลวดลายตาข่ายในเกล็ดถือเป็นตำหนิข้อใหญ่ในการพิจารณาความสวยงามของปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิ
  • เมื่อปลามีขนาดใหญ่ขึ้น ประมาณ 70 เซ็นติเมตร ลวดลายตาข่ายในส่วนที่วงกลม จะดูหนาขึ้นและใหญ่ขึ้น
  • โมโตอะกา หรือส่วนของสีแดงบนครีบว่าย เป็นส่วนสำคัญอีกส่วนในการพิจารณาความสวยงามดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น
  • ส่วนสำคัญอีกส่วนที่ทำให้ปลาตัวนี้ดูสวยงาม คือ การมีหัวที่ขาวสะอาด
  • ในส่วนของตา อาจจะมีสีแดงได้ (ปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิสายพันธุ์เดียวเท่านั้นที่ได้รับการอนุโลมในข้อนี้)
  • จุดสีแดงที่ขึ้นมาในส่วนหัว ถือเป็นตำหนิAsagi_009ทราบหรือไม่ว่า ปลาคาร์ฟสายพันธุ์ อาซากิ เป็นต้นกำเนิดของ ปลาคาร์ฟสายพันธุ์ โคฮากุ โดยปลาตัวหนึ่งเกิดขึ้นมาจากการเพาะพันธุ์ ปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิ ในขณะนั้น ผู้เพาะพันธุ์มองเห็นเป็นปลาสีขาว มีครีบว่ายสีแดงและมีสีแดงบริเวณช่วงท้อง เมื่อนำปลาสีขาวมาเพาะพันธุ์ต่อ หลายต่อหลายครั้ง ก็เกิดได้ลูกปลาเป็นปลาคาร์ฟสายพันธุ์ โคฮากุ ขึ้นมา

Kanoko Asagi (คาโนโกะ อาซากิ)

เป็นปลาคาร์ฟสายพันธุ์ อาซากิ ที่ไม่ธรรมดาด้วยการที่มันมีเกล็ดสีแดงสีแดงในเกล็ดจะไม่มีให้เห็นตั้งแต่ปลายังมีขนาดเล็ก สีแดงจะเริ่มมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ขึ้นมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อปลามีขนาด 50 – 60 เซ็นติเมตรถ้าสีแดงขยายจนครอบคลุมทุกเกล็ด มันจะเป็นปลาที่สวยงามมากๆสิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งของปลาคาร์ฟ คือ การที่มันโตขึ้นและเปลี่ยนแปลงความสวยงามได้เรื่อยๆAsagi_008ปลาบางตัวเป็นปลาที่หายากมาก เนื่องมาจากการเพาะพันธุ์ปลา จะได้ลูกปลาถึงครั้งละ 300,000 – 400,000 ตัว การที่จะมีปลาที่แปลกประหลาดจากพี่น้องและมีความสวยงามอย่างน่าอัศจรรย์ด้วย จึงเป็นเรื่องยากมาก ต้องโชคดีจริงๆถึงจะได้ปลาที่สวยงามและมีเอกลักษณ์ดีๆ สักตัวหนึ่งจากปลาหลายๆแสนตัว

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการที่มันมีเกล็ดสีแดง ก็เป็นเพียงลักษณะที่กำหนดว่าควรมี แต่ไม่ใช่ลักษณะที่จำเป็น หรือเป็นที่ต้องการอย่างแท้จริง ของปลาคาร์ฟสายพันธุ์ อาซากิทุกตัว แม้ว่าปลาจะไม่มีส่วนของครีบว่ายเป็นสีแดง แต่เกล็ดที่เรียงตัวอย่างสวยงาม สมบูรณ์ และสีของลวดลายตาข่ายหนาชัดเจน ก็เพียงพอแล้วที่จะให้คะแนนความสวยงามในระดับสูง การมีปลาลักษณะแบบนี้ในครอบครองจึงเป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกสนุกตื่นเต้น ที่จะได้ลุ้นถึงความเป็นไปได้ว่ามันจะสวยขึ้นขนาดไหน เมื่อมันโตขึ้น

เมื่อเราลองพิจารณาการเรียงตัวที่สวยงาม สมบูรณ์ของเกล็ดตั้งแต่ไหล่จนถึงหาง ตั้งแต่ครีบหลังจนถึงช่วงท้อง สีครามของลวดลายตาข่ายในแต่ละเกล็ดก็สมบูรณ์เท่ากันเกือบทุกเกล็ด ทำให้เราทราบว่า เป็นปลาคาร์ฟสายพันธุ์ อาซากิ ที่สวยสมบูรณ์มากๆ และโอกาสคว้าแชมป์จากงานประกวดปลาคาร์ฟอีกด้วย แม้จะไม่มี โมโตอะกา ที่สมบูรณ์ก็ตาม

ในการพิจารณาความสวยงามของปลาคาร์ฟสายพันธุ์ อาซากิ นี้ เกล็ดที่หลุดไปเพียงเกล็ดเดียว อาจจะเป็นข้อบกพร่องข้อใหญ่มาก ดังนั้น เราควรระมัดระวังในการเลี้ยง รวมถึงการเคลื่อนย้ายให้ดี

Ginrin Asagi (อาซากิ กินริน)

เมืองโอจิยะ (Ojiya) เป็นเมืองต้นกำเนิดของปลาคาร์ฟสายพันธุ์ใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ เนื่องจากผู้เพาะพันธุ์ปลาคาร์ฟหลายๆคนในเมืองนี้ มีความตั้งใจที่จะเพาะพันธุ์ปลาคาร์ฟสายพันธุ์ใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา แม้จะเป็นงานที่ยากมากๆก็ตาม

คุณ Tadashi Iwashita เป็นผู้เพาะพันธุ์รายแรกที่สามารถเพาะพันธุ์ปลาคาร์ฟสายพันธุ์ อาซากิ กินริน ได้เป็นผลสำเร็จ ก็เป็นหนึ่งในผู้เพาะพันธุ์ในเมืองโอจิยะแห่งนี้ โดยเขาสามารถเพาะพันธุ์ Ki Ochiba (คิ โอจิบะ) ปลาคาร์ฟสายพันธุ์ โอจิบะชิกุเระ ที่มีลวดลายสีเหลือง ได้อีกด้วย แต่อาซากิ กินริน คือ สายพันธุ์ที่เขาชื่นชอบในผลงานมากที่สุด เราได้เห็น ปลาคาร์ฟสายพันธุ์ อาซากิ กินริน มาสักระยะหนึ่งแล้ว โดยคุณ Iwashita เป็นผู้เพาะพันธุ์คนแรกที่ประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ให้ เกล็ดกินริน ขึ้นเรียงสวยงามสม่ำเสมอ ครอบคลุมทั่วทั้งตัวปลา ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า ปลาคาร์ฟสายพันธุ์ อาซากิ กินริน ได้ถูกตั้งขึ้น โดยคุณ Iwashita ในปี ค.ศ. 1999 ปัญหาเพียงข้อเดียว ที่ Iwashita Ginrin Asagi ไม่เป็นที่แพร่หลายในวงการปลานัก เพราะเป็นเรื่องยากที่จะได้เป็นเจ้าของ เนื่องมาจาก คุณ Iwashita เป็นผู้เพาะพันธุ์ที่ภูมิใจในปลาของเขามาก เขาจะคัดปลาเก็บไว้เพียง 1,000 – 1,500 ตัวเท่านั้น จากปลานับแสนๆตัวที่เพาะพันธ์ขึ้นมา

 

Koi Pond

บ่อปลาคาร์ฟ

TT KOI HOUSE

tt_koi_pond_01
บ่อขนาด 18 ตัน

บ่อปลาขนาด 18 ตัน ที่มีพื้นที่บ่อกรองประมาณ 35% ของความจุบ่อทั้งหมด ขนาดของบ่อเลี้ยงความจุอยู่ที่ประมาณ 12 ตัน

บ่อกรองประมาณ 35% ของความจุบ่อทั้งหมด ทำให้น้ำใสตลอดเวลา และคุณภาพของน้ำอยู่ในเกณฑ์ที่ดี รูปทรงของบ่อปรับตามพื้นที่ของตัวบ้าน และมีต้นไม้เก่าแก่ที่ปลูกไว้ โดยไม่ต้องการตัดออก จึงทำรูปทรงของบ่อมีความแปลกตา ซึ่งทำให้ต้องคำนึงถึงการไหลเวียนของน้ำภายในบ่อเป็นสำคัญ เพื่อคุณภาพของน้ำที่ดี

tt_koi_pond_02
บ่อกรองขนาด 35%
tt_house_001
มุมพักผ่อนของครอบครัว

 

Koi Varieties

สายพันธุ์ปลาคาร์ฟ

Asagi

Asagi_008

อาซากิ มีลักษณะเด่นคือ 1) ลำตัวสีน้ำเงินหรือสีคราม และ 2) สีแดงที่โคนครีบอก สีแดงที่โคนครีบอกเรียกว่า “Motoaka”


Bekko

bekko_01

เบคโกะ มีเฉพาะสีขาวดำลายที่เรียบง่าย ไม่มี Hi (สีแดง) บนตัว แม้ว่าจะมาจากสายพันธุ์ Taisho Sanshoku


Doitsu

doitsu_koi

ดอยซ์ เป็นปลาคาร์ฟเยอรมันที่ไม่มีเกล็ด ขึ้นอยู่กับชนิดของปลาคาร์ฟ อาจมีเกล็ดตามแนวด้านข้างและด้านหลังของลำตัว หรือไม่มีเกล็ดเลยก็ได้


Ginrin

kinginrin_01

กินริน หมายถึง ปลาคาร์ฟที่มีเกล็ดเพชรอยู่เต็มตัว เกล็ดเหล่านี้แตกต่างจากปลาคาร์ฟแบบแพลตตินั่ม เนื่องจากเกล็ดจะสะท้อนและส่องประกายแสง ในลักษณะที่อัศจรรย์


Goshiki

goshiki_01

โงชิกิ กำเนิดขึ้นในปี 1918 โดยการผสมระหว่างพันธุ์สายพัธุ์ Asagi กับ Kohaku และแสดงให้เห็นสีรุ้งอย่างชัดเจน สีดำ สีน้ำเงิน และสีเทา จะปรากฏในรูปแบบตาข่ายบนเกล็ด


Kawarimono

BestKawarimono

คาวาริโมโนะ เป็นปลาคาร์ฟ ที่ไม่เหมือนกับปลาประเภทอื่นๆ นี่คือปลาคาร์ฟ ที่หลากหลาย และมีความพิเศษไม่เหมือนใคร


Kohaku

kohaku_01

โคฮาคุ ว่ากันว่าการเลี้ยงปลาคาร์ฟ เริ่มต้นและจบลงด้วยโคฮาคุ ในทุกสายพันธุ์ที่มีลวดลายสีแดง จะเปรียบเทียบและอ้างอิงรูปแบบของ โคฮาคุ


Koromo

koromo_02

โคโรโมะ เป็นปลาคาร์ฟที่ยอดเยี่ยม และโดดเด่น โคโรโมะ หมายถึงเสื้อผ้าหรือเสื้อคลุมในภาษาญี่ปุ่น มีลวดลาย Hi (สีแดง) ของ Kohaku บนผิวสีขาวบริสุทธิ์ และมีลวดลายสีฟ้าคราม


Ogon

Hikarimuji_gold

โอกอน แปลว่า ทองคำ อยู่ในกลุ่ม “ฮิคาริ มูจิ” โอกอนคือปลาคาร์ฟสีเมทัลลิกที่มีตั้งแต่สีเงินไปจนถึงสีทอง และเปล่งประกายอย่างสวยงามในน้ำ


Platinum

Hikarimuji_silver

แพลตตินั่ม อยู่ในกลุ่ม “ฮิคาริ มูจิ” สามารถเติบโตเป็นจัมโบ้ โดยจะมีค่ามากที่สุด เมื่อมีเงาโลหะที่สวยงาม และไม่มีรอยตำหนิหรือรอยแผลใดๆ พวกมันจะส่องประกายอย่างสวยงามในน้ำที่มืด ด้วยลำตัวที่แทบจะสะท้อนแสง


Showa Sanshoku

showa_01

โชวา ซันโชกุ เป็นปลาคราฟที่สวยงาม โดยมีสีขาว แดง และดำทาทั่วร่างกาย โชวา ซันโชคุ เป็นหนึ่งในปลาคาร์ฟ Gosanke หรือ “บิ๊ก 3” ร่วมกับ ไทโช ซันโชคุ และ โคฮาคุ ก่อนปี 1975 โชวา ซันโชคุ มีตัวแทนจากเชื้อสายของโคบายาชิโชวะ


Shusui

susui_02

ซูซุย เป็นปลาคาร์ฟ Doitsu ชนิดแรก และเป็นหนึ่งในสองปลาคาร์ฟสีน้ำเงินเพียงชนิดเดียว! พวกมันเป็น อาซากิ เวอร์ชัน Doitsu (ไม่มีสเกล) ซูซุย ได้รับการเพาะพันธุ์ ครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 1900 โดย Yoshigoro Akiyama ผสม Doitsugio ปลาเกล็ดเยอรมันและ อาซากิ


Taisho Sanshoku

taisho_sanshoku_01

ไทโช ซันโชคุ ได้รับการพัฒนาจาก โคฮาคุ เมื่อประมาณ 80 ปีที่แล้วในปี 1918 ในยุคของ “ไทโช” ไทโช ซันโชคุ หรือที่เรียกว่า ไทโช ซันเก้ ลวดลายประกอบด้วยสามสี สีขาว สีแดง (Hi) และสีดำ (Sumi)


Tancho

tancho_01

ตันโจ เป็นที่รักด้วยเหตุผลหลายประการ รวมถึงความคล้ายคลึงกับธงชาติญี่ปุ่นและความสามารถในการโดดเด่นในสระน้ำ ได้รับการตั้งชื่อตามนกกระเรียนมงกุฎแดงศักดิ์สิทธิ์ของญี่ปุ่นเพื่อความโชคดี ความรัก และอายุยืนยาว


Utsurimono

utsurimono_01

อุสึริโมโนะ ฐานของร่างกาย คือ ซูมิ (สีดำ) และ อุสึริ หมายถึง “การสะท้อน” อุสึริโมโนะที่สวยงามมีสามสายพันธุ์ ได้แก่ Hi (สีแดง) Shiro (สีขาว) หรือ Ki (สีเหลือง)